คำแนะนำสำหรับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม

เมื่อท่านมีปัญหาข้อเข่าเสื่อมขั้นรุนแรงหรือเคยได้รับการบาดเจ็บของข้อเข่าอย่างรุนแรง จนส่งผลทำให้เกิดปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น มีอาการปวดในระหว่าง การเดิน การขึ้น-ลงบันได และท่านได้เคยพยายามรักษาด้วยการรับประทานยาเพื่อบรรเทาการอักเสบของข้อเข่า และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันแล้วยังไม่ได้ผล แพทย์ของท่านอาจแนะนำให้ท่านพิจารณาเข้ารับการรักษาโดย การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียม ซึ่งเป็นการผ่าตัดที่เอาส่วนผิวข้อเข่าที่เสียออกแล้วแทนที่ด้วยผิวข้อเทียมใหม่ โดยจะมีขนาดและรูปร่างใกล้เคียงข้อเข่าธรรมชาติมากที่สุด การผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมได้เริ่มมีมานานกว่า 40 ปีแล้ว โดยเริ่มครั้งแรกในปี 2511 ทำให้มีการพัฒนาเทคนิคในการผ่าตัด เพิ่มความชำนาญของแพทย์ในการผ่าตัด ตลอดจนมีการเพิ่มคุณภาพของผิวข้อเทียมที่ใช้ให้มีความทนทานใช้งานได้นานยิ่งขึ้น

ปัจจุบันจึงมีผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมเพิ่มมากขึ้นทุกปีและจัดเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยมาก แม้จะมีค่าใช้จ่ายในการผ่าตัดสูง แต่ได้มีการศึกษาแล้วว่า การผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมเป็นการผ่าตัดที่มีความคุ้มค่า (Cost Effective) เพราะสามารถช่วยลดความทรมานจากความเจ็บปวด ไม่จำเป็นต้องทานยาแก้ปวดต่อเนื่องเป็นประจำ ทำให้สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและมีความสุข

เมื่อผู้ป่วยได้ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเปลี่ยนผิวข้อเข่าเทียมแล้วนั้น บทความนี้มีความจำเป็นอย่างมากที่ผู้ป่วยและสมาชิกในครอบครัว, ญาติของผู้ป่วยหรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วย ควรอ่านเพื่อทำความเข้าใจถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัดเพื่อให้เกิดความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดจากตัวท่านเอง

กายวิภาคของข้อเข่า

ข้อเข่า

ข้อเข่าจัดเป็นข้อที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายและมีความจำเป็นในการใช้งานในชีวิตประจำวันอยู่ตลอดเวลาข้อเข่าจะประกอบด้วยกระดูกส่วนบนหรือเรียกว่ากระดูกต้นขา (Femur) เคลื่อนไหวไปบนกระดูกส่วนล่างหรือที่เรียกกันว่ากระดูกหน้าแข้ง (Tibia) มีกระดูกลูกสะบ้าอยู่ด้านหน้าของข้อเข่า (Patella) ซึ่งจะเคลื่อนไหวอยู่ในร่องของกระดูกต้นขา โดยมีเส้นเอ็นที่เชื่อมต่อระหว่างกระดูกทั้งหมดเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดความมั่นคงในการใช้งาน และมีกล้ามเนื้อต้นขาช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อเข่า

สาเหตุที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อม

สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ภาวะข้อเข่าอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะข้อเข่าเสื่อม โรครูมาตอยด์ หรืออาจเกิดจากอุบัติเหตุ โดย ภาวะข้อเข่าเสื่อมมักพบในผู้ป่วยที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป จะมีการสึกหรอของผิวกระดูกอ่อนที่เคลือบผิวข้อเข่าไว้ มีผลทำให้ผิวข้อเข่าไม่เรียบ กระดูกข้อเข่ามีการเสียดสี ก่อให้เกิดเสียงภายในข้อเข่าเวลาเคลื่อนไหว และทำให้มีการอักเสบ เจ็บและปวดบริเวณข้อเข่า ตามมาด้วยข้อเข่ามีการยึดติด หรืออาจเป็นมากจนมีการโก่งงอผิดรูปของข้อเข่าได้ ส่วนภาวะโรครูมาตอยด์นั้นเป็นโรคที่เกิดความผิดปกติของเยื่อหุ้มภายในข้อเข่า Synovial membrane โดยจะมีลักษณะหนามากขึ้น และมีการอักเสบทำให้มีการสร้างน้ำภายในข้อเข่ามากกว่าปกติก่อให้เกิดภาวะข้อเข่าอักเสบเรื้อรัง เกิดการสึกหรอของผิวกระดูกอ่อน ทำให้มีอาการข้อเข่าบวม และข้อเข่ายึดติดตามมาได้ เช่นเดียวกับในภาวะที่เกิดอุบัติเหตุ มีการบาดเจ็บของเส้นเอ็นบริเวณข้อเข่า เกิดการทำลายกระดูก หรือกระดูกอ่อนก็ทำให้มีอาการปวดบริเวณข้อเข่าได้

การผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียม

ก่อนการตัดสินใจเพื่อเข้ารับการผ่าตัดนั้น มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องปรึกษาเพื่อขอความเห็นชอบทั้งจากตัวผู้ป่วยเอง และจากสมาชิกในครอบครัว รวมทั้งข้อมูลการรักษาโรคประจำตัวที่มีอยู่เดิม เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ ซึ่งมักจะพบร่วมด้วยเสมอในผู้ป่วยที่สูงอายุ เพื่ให้มั่นใจว่าผู้ป่วยและญาติจะต้องเข้าใจถึงเหตุผลในการที่ต้องทำการผ่าตัดหรือที่แพทย์มักใช้คำว่า ข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด รวมทั้งทางเลือกอื่นๆในการรักษา แม้การผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมในปัจจุบันจะมีความปลอดภัยสูงมาก แต่ผู้ป่วยและญาติต้องเข้าใจและยอมรับว่า ในการผ่าตัดทุกครั้งจะยังคงมีความเสี่ยงหรือโอกาสที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่ไม่คาดคิด โดยมีโอกาสมีอะไรบ้าง และมีโอกาสเกิดมากน้อยเพียงใดเพื่อนำมาประกอบเป็นข้อมูลในการตัดสินใจก่อนทำผ่าตัด

เหตุผลหรือข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดผิวข้อเทียม ประกอบด้วย

  1. ภาวะปวดหรือเจ็บข้อเข่าเรื้อรัง โดยมีระยะเวลานานกว่า 6 เดือน จนมีผลทำให้เกิดปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวัน ได้แก่ การเดิน การขึ้นลงบันได หรือการลุกขึ้นจากเก้าอี้ เป็นต้น การเดินลำบากทำให้อาจต้องใช้อุปกรณ์ช่วยในการเดิน เช่น ไม้ค้ำยัน
  2. มีอาการปวดข้อเข่าปานกลางถึงรุนแรงแม้ในขณะพัก ทั้งกลางวันและกลางคืน
  3. มีอาการข้อเข่าอักเสบเรื้อรังและไม่ประสบความสำเร็จในการพยายามรักษาด้วยวิธีการใช้ยา ทำกายภาพบำบัด รวมทั้งได้มีการพยายามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ข้อเข่าในชีวิตประจำวันแล้วไม่ประสบความสำเร็จ
  4. มีการโก่งงอผิดรูปของข้อเข่าไปจากเดิม และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆจนส่งผลกระทบต่อการใช้งานข้อเข่า
  5. มีความผิดปกติในด้านการใช้งานของข้อเข่า เช่น มีภาวะข้อเข่าหลวมกว่าปกติ หรือข้อเข่ายึดติดทำให้มีการเคลื่อนไหว หรืองอข้อเข่าได้น้อยลง หรือเหยียดข้อเข่าไม่ได้เต็มที่เหมือนเดิม
  6. ไม่สามารถทนต่อภาวะความเจ็บปวด หรือผลกระทบจากการใช้งานข้อเข่าที่เปลี่ยนไป รวมทั้งมีข้อจำกัดในการทานยา หรือมีภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการทานยาแก้ปวดข้อเข่าเป็นประจำ

การประเมินสภาพข้อเข่าโดยศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์

แพทย์จะทำการตรวจสภาพข้อเข่าก่อนการผ่าตัด เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นในการทำผ่าตัดอีกครั้ง สอบถามประวัติของอาการปวดและปัญหาที่เกิดจากข้อเข่าว่าเป็นมากข้างไหน เข่าซ้ายหรือเข่าขวา แพทย์จะทบทวนถึงข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด และภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดที่อาจเกิดขึ้นได้ ทั้งในระหว่างผ่าตัด และหลังผ่าตัดให้กับผู้ป่วยได้ทราบ พร้อมทั้งตอบข้อซักถามให้ผู้ป่วยหรือญาติเพิ่มเติมในส่วนที่ยังอาจไม่เข้าใจ

สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผู้ป่วยต้องทำความเข้าใจคือ ความคาดหวังของผลการผ่าตัดที่จะเกิดขึ้นภายหลังได้รับการผ่าตัดผิวข้อเข่าเทียมว่าภายหลังการผ่าตัดผู้ป่วยจะสามารถทำกิจกรรมอะไรได้ หรือกิจกรรมใดที่ควรหลีกเลี่ยง

การกระทำที่เป็นอันตรายซึ่งไม่ควรทำหลังผ่าตัด

  • การวิ่ง (jogging or running)
  • การเล่นกีฬาที่มีการปะทะ (contact sport)

About the Author :

START TYPING AND PRESS ENTER TO SEARCH