ไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่

โรคไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคติดต่อทางระบบทางเดินหายใจ ที่แพร่กระจายจากคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่งผ่านการไอและจาม ผู้ป่วยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่จะมีอาการไข้ ร่วมกับอาการไอ เจ็บคอ อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยตามร่างกาย อาเจียน ท้องเสีย บางรายมีอาการไม่รุนแรง คือมีอาการดังกล่าว 2-3 วัน แล้วหายได้เอง แต่ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการรุนแรงมาก เช่นอาการปอดอักเสบ และอาจเสียชีวิตได้ โดยผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มักจะมีอาการรุนแรงเมื่อมีการติดเชื้อ ได้แก่ ผู้ป่วยเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืด โรคปอดเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคตับ โรคเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อน โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง โรคธาลัสซีเมีย เป็นต้น

สำหรับประเทศไทย ในแต่ละปี จะมีการระบาดสองระลอก ในช่วงต้นปีและกลางปี การระบาดในช่วงต้นปีเป็นช่วงฤดูหนาว โดยมักเริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงกุมภาพันธ์ แต่เมื่ออากาศร้อนขึ้นและเข้าสู่ช่วงโรงเรียนปิดเทอมการระบาดในประเทศไทยก็มักจะลดลง และกลับมาระบาดใหม่อีกครั้งช่วงกลางปี ซึ่งตรงกับช่วงเข้าฤดูฝนและโรงเรียนเปิดเทอม ประมาณเดือนพฤษภาคม ซึ่งการระบาดในช่วงกลางปีนี้ มักจะมีผู้ป่วยติดเชื้อมากกว่าช่วงต้นปี จากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560 – 6 กุมภาพันธ์ 2560 พบผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่แล้ว 6807 รายทั่วประเทศ คิดเป็นอัตราป่วย 10.40 ต่อแสนประชากร ยังไม่พบผู้ป่วยเสียชีวิต อย่างไรก็ตามจากสถิติในปีก่อน ๆ ผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงที่มีโรคประจำตัว ไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคและได้รับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ช้า

การวินิจฉัย

การวินิจฉัยโรคไข้หวัดใหญ่ทำได้โดยเก็บสารคัดหลั่งภายในโพรงจมูกตรวจหาเชื้อไวรัส ซึ่งปัจจุบันสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว แต่หากผู้ป่วยมีอาการไม่ชัดเจนก็จะได้รับการตรวจวินิจฉัยอื่น ๆ เพื่อแยกโรคด้วย

การรักษาไข้หวัดใหญ่

การรักษาไข้หวัดใหญ่ หากมีอาการไม่รุนแรงสามารถรักษาตามอาการด้วยการรับประทานยาลดไข้ พักผ่อน และดื่มน้ำมาก ๆ ด้วยตนเองที่บ้านได้ แต่ในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง หรือมีโรคประจำตัว แพทย์จะพิจารณาให้ยาต้านไวรัส และเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เช่น ภาวะขาดน้ำรุนแรง ปอดอักเสบ ไซนัสอักเสบ ช่องหูอักเสบ กล้ามเนื้ออักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ เป็นต้น นอกจากนี้ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ควรมีการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นในระยะติดต่อประมาณ 5 วัน โดยการสวมหน้ากากอนามัย หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้อื่นในระยะ 1 เมตร และ ล้างมือบ่อย ๆ

การป้องกัน

การป้องกันตนเองจากโรคไข้หวัดใหญ่สามารถทำได้ง่าย ๆ คือ การรักษาสุขอนามัยให้ดี ได้แก่

  • การล้างมือบ่อย ๆ
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในที่แออัด
  • หลีกเลี่ยงการคลุกคลีหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วย
  • ออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอ
  • รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเป็นประจำทุกปี

โดยประชากรทุกคนที่มีอายุมากกว่า 6 เดือน ควรได้รับวัคซีน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และบุคลากรทางการแพทย์ นอกจากนี้หากพบว่าตนเองมีอาการป่วย ควรหยุดพักที่บ้านจนกว่าจะหาย เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่น

วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สำหรับช่วงปี 2561

เป็นวัคซีนแบบฉีดเข้ากล้ามเนื้อ รวม 4 สายพันธุ์ ได้แก่

  • A/Michigan/45/2015 (H1N1)pdm09-like virus
  • A/Singapore/INFIMH-16-0019/2016(H3N2)-like virus
  • B/Brisbane/60/2008-like virus
  • B/Phuket/3073/2013-like virus

อย่างไรก็ตาม หากเชื้อไข้หวัดใหญ่มีสายพันธุ์ที่ไม่ตรงกับวัคซีนป้องกันโรคในปีนั้น ๆ วัคซีนอาจไม่สามารถป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ได้ ซึ่งการติดเชื้อจะมีอาการรุนแรงได้ในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง ได้แก่

  • เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี
  • ผู้สูงอายุที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • หญิงตั้งครรภ์
  • หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว

ผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงเหล่านี้จึงควรได้รับการรักษาด้วยยาต้านไวรัสทันทีที่มีอาการ รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ด้วย เพราะจะช่วยลดความรุนแรงของอาการป่วย และลดการเสียชีวิตเนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่ได้

แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ปรึกษาแพทย์ออนไลน์

หากคุณกำลังสงสัยในอาการที่เป็นอยู่ ปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ฟรีตลอด 24 ชั่วโมง

captcha

ปรึกษาปัญหาสุขภาพ และสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ :

แผนกอายุกรรม โรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์
โทร. 0-2944-7111 ต่อ 1114#
www.phyathai-nawamin.com หรือ Facebook Fanpage : Phyathai Nawamin Hospital

About the Author :

START TYPING AND PRESS ENTER TO SEARCH